พิจารณาสินเชื่อจากอะไรดี

   แหล่งให้บริการธุรกิจสินเชื่อเงินสดของ Non – bank มีการแข่งขันกันสูง เพราะธนาคารให้ความสนใจหรือมุ่งไปที่ความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น นี่เป็นผลดีเพราะจะทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ประกอบกับ Non – bank เข้ามามีบทบาทในตลาดทุนค่อนข้างสูง บทบาทที่ว่าคือ ทำให้เกิดความเคลื่อนไหว การนำเงินออมที่มีอยู่ในระบบออกไปลงทุนในกิจการ งานที่ต้องการ

สินเชื่อของธุรกิจการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non - bank) แบ่งตามอายุ ดังนี้

..สินเชื่อระยะสั้น ได้แก่ ธุรกิจบัตรเครดิต และธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเงินสด สินเชื่อประเภทนี้เหมาะแก่การเป็นสินเชื่อเพื่อการบริโภค

..สินเชื่อระยะสั้น คือ ไม่เกิน 180 วัน เหมาะแก่การนำไปเป็นแหล่งทุนหมุนเวียนนธุรกิจ

..สินเชื่อระยะกลาง คือ 3-5 ปี เหมาะแก่การการลงทุนและบริโภค

การแยกแยะประเภทของสินเชื่อ เพื่อให้ตอบรับสภาพเศรษฐกิจและสภาพการเปลี่ยนแปลงก็มีความหลากหลายมากขึ้น และมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปมากขึ้น ดังนั้น การจะดูว่าจะขอสินเชื่อเงินสด หรือสินเชื่อระยสั้นหรือยาว ฯ สิ่งสำคัยคือดูว่าสินเชื่อตรงตามความจำเป็นในการใช้เงินหรือไม่

นอกจากนี้ การพิจารณาที่ความสามารถ/ความเป็นไปได้ในการผ่อนชำระก็เป็นสิ่งแรกๆ ที่ขาดไม่ได้เอาเสียเลย เพราะยิ่งหากคุณมีหนี้สินพะรุงพะรัง ยิ่งต้องเสียเงินไปกับอัตราดอกเบี้ยจำนวนมาก และยิ่งกระทบการการชำระคืนล่าช้า หรือเกินความสามารถที่จะชำระหนี้ได้แล้วล่ะก็ จะยิ่งทำให้เกิดการคำนวณดอกเบี้ยสูงกว่าปกติอีกต่างหาก หรือภาระหนี้ที่ต้องผ่อนในแต่ละงวดมากเกินไป อาจเกิดการผิดนัดชำระหนี้ ก็ทำให้เสียดอกเบี้ยกรณีผิดนัดที่มีอัตราแพงกว่าดอกเบี้ยปกติ และไหนจะค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ อีก และยังเป็นปัญหาที่บั่นทอนสภาพจิตใจ ก่อให้เกิดความเครียด หรือโดนทวงหนี้ก็ย่อมเกิดความอับอายมากเข้าไปอีก

ก่อนที่จะขอสินเชื่อเงินสด การพิจารณาที่ความสามารถ/ความเป็นไปได้ในการผ่อนชำระอาจมีหลักการดูที่ สัดส่วนการผ่อนชำระทั้งหมดต้องไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน ถือเป็นสัดส่วนที่พอรับได้ เพราะเรายังมีเงินเพื่อใช้ในการอื่นๆ ที่มีความจำเป็นและความผ่อนคลายบ้าง อาทิเช่น ท่องเที่ยว ศึกษา เงินออมเพื่ออนาคต ซื้อสินค้าและบริการ

นอกจากที่กล่าวข้างตน การคำนวณอัตราดอกเบี้ยและวิธีการคิดดอกเบี้ยเป็นส่วนสำคัญประกอบการพิจารณา .. แม้ว่าวิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินหรือธนาคารแต่ละแห่งอาจแตกต่างกัน รูปแบบอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อเงินสด อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ แบบเงินต้นคงที่ (flat rate) กับแบบลดต้นลดดอก (effective rate) การแบ่งเวลาเพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย รูปแบบของอัตราดอกเบี้ย วิธีการคำนวณดอกเบี้ยของผู้เสนอสินเชื่อแต่ละแห่งจะทำให้คุณจ่ายดอกเบี้ยถูกลง หรืออาจได้รับส่วนลดบางอย่างเพิ่มเติมได้ ข้อมูลว่าสถาบันการเงินที่คุณตั้งใจจะไปขอสินเชื่อเงินสดนั้นมีอัตราดอกเบี้ยเท่าใด เป็นแบบคงที่ (flat rate) หรือ ลดต้นลดดอก (effective rate) ก็ช่วยให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้น

นอกจากนี้ หากเกิดผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งอย่าคิดหรือประมาทว่าคงไม่เกิดกับคุณ แม้ว่าคุณไม่ตั้งใจผิดนัด แต่อาจมีความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องทำให้ชำระหนี้ล่าช้าไป เช่น ติดภารกิจด่วน เดินทางไปประชุมต่างประเทศ แล้วหาคนชำระเงินแทนไม่ทัน เหล่านี้ เกิดขึ้นได้เสมอ กรณีที่ผิดนัดชำระหนี้ ก็จะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นด้วย หรือดูว่ามีค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องนอกจากดอกเบี้ยด้วยหรือไม่ เช่น บางกรณีหากมีการสินเชื่อที่มีมูลค่าสูงจำเป็นที่จะต้องมีค่าสำรวจและประเมินราคา หลักประกัน ค่าจดจำนองหลักประกัน หรือเวลาที่ขอสินเชื่อเงินสด แล้วจ่ายหนี้ช้า อาจเกิดเป็นค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ค่าอากรแสตมป์ .. เรียกว่าทุกบาททุกสตางค์จะนำมาคิดทั้งหมด

ช่องทางการชำระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เหล่านี้นับเป็นความสะดวกสบายที่จะเอื้อให้คุณชำระหนี้ได้ทันเวลามากขึ้น หากคำนวณหรือคิดสะระตะแล้ว เปรียบเทียบแล้วมีข้อได้เปรียบสูสีกัน ช่องทางการชำระหนี้นี้แหละจะเป็นตัวตัดสิน คือ ควรเลือกใช้บริการจากแหล่งเงินเหล่านี้ที่อำนวยความสะดวก หรือช่วยให้เราสามารถชำระหนี้ได้อย่างราบรื่น และต้องไม่มีค่าใช้จ่ายหรือมีก็ให้น้อยที่สุด

เงินก็คือเวลา .. ระยะเวลาในการผ่อนชำระส่งผลต่ออัตราคำนวณดอกเบี้ยที่ ยิ่งจ่ายนาน ยิ่งเสียดอกเบี้ยมากโดยใช่เหตุ การจ่ายน้อยแต่นาน ประเภท 0% นาน 10 เดือน เทือกนั้น เป็นกับดักและหลุมพรางชั้นดีของผู้ให้บริการ เพราะยิ่งทำให้ลูกค้าเสียดอกเบี้ยมากทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว คุณเองมีกำลังพอที่จะจ่ายมากกว่าจะทะยอยผ่อนเสียอีก พูดให้ง่ายคือ ยิ่งชำระหรือผ่อนหมดไวแค่ไหนยิ่งเสียดอกน้อยเท่านั้น การชำระต่องวดมากจะยิ่งทำให้สบายตัวเร็ว

แต่ก็นะ.. บางคนก็อยากทำแบบนั้น แต่ก็ไม่พร้อม ก็ไม่ได้บังคับใคร เพียงแต่หากว่าจุดไหนที่พอดีกับชีวิต สมดุลทางการบริหารจัดการเงิน จัดการหนี้ในชีวิตอยู่ตรงไหน แน่ละ .. แต่ละคนก็มีความพอดีในแบบที่แตกต่างกันไป อย่างไรเสีย ฝากไว้ให้คิดเพียงแค่การผ่อนชำระนั้นไม่ควรกระทบกับค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นและการออมเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน การมีสถานะการเงินที่รัดตัวหรือตึงเกินไปทำให้เกิดหนี้สินตามมาอีกไม่รู้จบ