สินเชื่อเงินสดคุณไม่รู้แต่อยากจะบอก 3

   มาสู่ซีรีย์สุดท้ายของ สินเชื่อเงินสดที่คุณไม่รู้แต่อยากบอก 3 ในตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 เป็นการกล่าวถึงรูปแบบต่างๆของสินเชื่อ และประเภทต่างๆของสินเชื่อ พอถึงช่วงที่สองเป็นการกล่าวถึงการพิจารณาสมัครสินเชื่อ และวิธีการคำนวณอัตราสินเชื่อ สิ่งสำคัญที่ต้องการจำยํ้าผู้อ่าน คือ การตรวจสอบข้อมูลและเงื่อนไขของสินเชื่อแต่ละประเภทก่อนที่จะทำการยื่นขอสินเชื่อ เนื่องจากสินเชื่อแต่ละตัวก็มีเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกัน

สำหรับในซีรีย์สุดท้ายนี้ ผู้เขียนจะกล่าวถึงวิธีการใช้สินเชื่ออย่างไรให้ปลอดภัยจากหนี้สิน เพราะหลายคนมักจะประสบปัญหาเมื่อได้ทำการสมัครสินเชื่อเงินสดไปแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร และก็ต้องมานั่งปวดหัวถึงหนี้สินในแต่ละเดือนว่าจะจัดการอย่างไร ผู้เขียนได้ทำการสำรวจจากสมาชิกที่สอบถามกันเข้ามาเยอะว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด หรือหนี้สินเชื่ออื่นๆ ปัญหาของการแก้ไขหนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวในช่วงท้ายเพื่อปิดประเด็นทั้งหมด แต่ในช่วงต้นนี้ขอกล่าวถึงวิธีการใช้สินเชื่ออย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ได้เจาะจงสินเชื่อใดสินเชื่อหนึ่ง แต่จะเป็นกล่าวแบบรวมสำหรับสินเชื่อทั้งหมด

- ก่อนที่จะตัดสินใจที่จะสมัครสินเชื่อใดๆก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเงินสด สินเชื่อบัตรเครดิต หรืออื่นๆ ควรถามตัวเองก่อนว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่จะต้องสมัครในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะสินเชื่อเงินสด หรือบัตรเครดิต ต้องการนำบัตรหรือเงินสดไปใช้กับสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือเปล่า และสิ่งที่จะนำไปซื้อหรือใช้นั้น จะสามารถก่อเกิดรายได้กลับมาหรือไม่ เพราะหากเป็นการก่อหนี้ที่สูญเปล่า ก็ควรไตร่ตรองให้ดี อาจจะลองหาทางออกอื่น เช่น การสะสมเงินออมเพื่อนำไปซื้อสิ่งของนั้น แต่หากการขอสินเชื่อเงินสดเพื่อไปต่อยอดในธุรกิจที่จะก่อเกิดรายได้ ก็ต้องดูด้วยว่าธุรกิจที่เราทำอยู่นั้นมีความเสี่ยงหรือโอกาสที่จะทำรายได้มากน้อยเพียงใด

- เมื่อตัดสินใจแล้วว่ายังไงก็จะขอสินเชื่อ จะสมัครสินเชื่อเงินสด จะสมัครบัตรเครดิตให้ได้ ก็ต้องจดจำไว้สิ่งหนึ่งว่า สินเชื่อที่ได้จากสถาบันการเงิน คือ เงินของคนอื่น ไม่ใช่ของเรา มันคือเงินล่วงหน้า ที่เรามีหน้าที่จะต้องใช้คืนพร้อมกับดอกเบี้ยที่ผู้ให้ยืมได้กำหนดไว้ และหากไม่นำคืน ผู้ให้ยืมก็มีสิทธิที่จะดำเนินการฟ้องร้องได้

- จำกัดวงเงินที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น ไม่ควรเกินกว่าที่ตนเองจำเป็น 100 ละ 70% ของผู้ขอสินเชื่อคือผู้ที่ประสบกับปัญหาด้านการเงิน เมื่อทำการยื่นขอสินเชื่อมักจะขอเกิ้นกว่าที่ตนเองจำเป็น การขอเกินวงเงินที่ตนเองต้องใช้ อาจจะเป็นการเพิ่มภาระที่มากขึ้น ค่าใช้จ่ายที่จะต้องชำระในแต่ละเดือนนั้นก็เพิ่มขึ้นด้วย อีกทั้ดอกเบี้ยก็จะสูงเพิ่มขึ้นด้วย

- เมื่อได้รับสินเชื่อมาแล้ว โดยเฉพาะสินเชื่อเงินสด ควรรีบทำการชำระหนี้คืนให้ตรงตามเวลาที่สถาบันการเงินได้กำหนด และหากสามารถที่จะทำการชำระได้จำนวนที่มากกว่ายอดที่กำหนด ก็ควรที่จะทำเพื่อที่จะลดภาระ อีกทั้งยังอาจจะได้ลดดอกเบี้ยอีกด้วย ในกรณีที่นำเงินก้อนใหญ่ไปโปะเพื่อปิดบัญชี แต่สำหรับสินเชื่อประเภทบัตรเครดิต ก็มีหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ชัดเจนคือชำระเต็มทุกรอบบิล หากชำระแบบขั้นตํ่าก็จะมีการคำนวณดอกเบี้ยไม่ตํ่ากว่า 18% ของยอดที่ค้างชำระ โดยในส่วนของบัตรเครดิต เป็นปัญหาอย่างมากที่ผู้ใช้บัตรเครดิตมักจะเลือกชำระแบบขั้นตํ่า โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะตามมา นั้นคือดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น แม้จะพยายามจะชำระให้เต็มในเดือนถัดไป แต่ก็ต้องแบกภาระดอกเบี้ยที่ถูกคำนวณแบบรายวันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะชำระยอดที่คงค้างพร้อมกับดอกเบี้ยทั้งหมด

- มั่นตรวจสอบยอดที่ต้องชำระในแต่ละเดือนอยู่เสมอ ความผิดพลาดที่หลายคนมักจะเจอ คือ ไม่สนใจที่จะตรวจสอบใบเรียกเก็บค่าชำระในแต่ละเดือน เพราะบางครั้งอาจจะมียอดเรียกเก็บที่เราไม่ได้ใช้จ่ายจริง โดยเฉพาะใบเรียกเก็บค่าบัตรเครดิต หรือสินเชื่อเงินสดประเภทบัตรกดเงินสด ที่เราอาจจะไม่ได้กดเงินสดออกมาแต่มีผู้หวังกดให้เราแทน เราก็จะได้ทราบและดำเนินการอายัดยอดใช้จ่ายที่เราไม่ได้ใช้ ทั้งนี้ประโยชน์อีกประการของการตรวจสอบบิลเรียกเก็บ คือ ทำให้เรารู้ว่าในแต่ะเดือนมีค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องกันไว้สำหรับชำระเท่าไหร่ การวงแผนจึงเป็นเรื่องที่สำควรจะต้องทำ อย่าปล่อยปะละเลยกับสิ่งเล็กๆเหล่านี้ โดยมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะเรื่องเล็กๆเหล่านี้จะนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ได้หากไม่จัดการตั้งแต่เริ่มต้น

จากข้างต้นเป็นการกล่าวในภาพรวมของการใช้สินเชื่ออย่างไรให้ปลอดภัยจากหนี้สิน หลักใหญ่ใจความคงหนีไม่พ้นเรื่องของการตัดสินใจที่จะขอสินเชื่อ ที่จะต้องถามตัวเองว่าจะนำสินเชื่อที่ได้ไปใช้ทำอะไร และเกิดรายได้หรือไม่ หากสินเชื่อที่ได้ไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์อะไร ก็ควรหันไปมองทางเลือกอื่นที่ไม่จำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสิน แต่สำหรับสินเชื่อบัตรเครดิต หรือสินเชื่อเงินสดประเภทบัตรกดเงินสด ก็ต้องถามตัวเองดังๆว่าเอามาใช้เพื่อซื้อของที่จำเป็นหรือไว้ใช้ในยามฉุกเฉินหรือไม่ ทั้งหมดทั้งมวลพูดเขียนไม่สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจของคุณได้ว่าคุณมีความจำเป็นประเภทใด แต่ก่อนจะตัดสินใจขอสินเชื่อควรทบทวนและวางแผนว่าจะใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างไร จึงจะปลอดภัยที่สุด ในส่วนบทส่งท้ายสำหรับซีรีย์นี้ ก็จะขอกล่าวแบบย่อๆ เพื่อปูทางสำหรับผู้ที่มีสินเชื่อแล้ว และกำลังตกที่นั่งลำบากของการเป็นหนี้ จะหาทางออกอย่างไรดี ผู้เขียนหานำเสนอแนวทางดังต่อไปนี้

- อันดับแรกของการเป็นหนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินเชื่อเงินสด หรือสินเชื่ออะไรก็ตาม ควรนำหนี้ทั้งหมดมาดูว่าจะต้องชำระทั้งหมดเท่าไหร่และอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ จากนั้นเมื่อรู้ค่าใช้จ่ายที่จะต้องชำระแล้ว ก็คำนวณว่าในแต่ละเดือนมีรายได้ทั้งหมดเท่าไหร่หลังจากหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็จะรู้ว่าเดือนนั้นมีเงินเหลือเท่าไหร่ นำเงินเหล่านั้นไปชำระหนี้บางส่วนให้ครบทุกแหล่งที่มีหนี้ ไม่ว่าจะเป็นค่าบัตรเครดิต ค่ากดเงินสด ค่าเช่ารถยนต์ แม้ว่าจะต้องชำระแบบขั้นตํ่าให้ทำไปก่อนเพื่อรักษาบัญชีและไม่ให้สถาบันการเงินดำเนินการทวงถาม

- ในช่วงจังหวะที่กำลังหาเงินมาชำระหนี้ทั้งหมด ต้องทำการขายทรัพย์สินบางส่วนที่ไม่มีความจำเป็นออกไปบ้าง เพื่อนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้สิน แม้จะได้เงินก้อนไม่มาก แต่ถือเป็นสิ่งแรกที่ควรตัดใจทำ

- หลังจากพยายามหาเงินแล้ว ก็ไม่ได้สักที ให้เดินทางไปพบสถาบันการเงินทั้งหมด เพื่อขอประนอบหนี้ การแสดงตัวว่ามีเจตนาจะชำระหนี้ ทางสถาบันการเงินยินดีที่จะช่วยเหลือ อาจจะเป็นการยื่นข้อเสนอขอแบ่งชำระเป็นก้อน อาจจะเป็นก้อนเดียวหรือแบ่งเป็นหลายๆก้อน แต่ต้องกำหนดเดือนและช่วงเวลาให้ชัดเจนกับสถาบันการเงิน เพราะหากไม่สามารถทำการชำระได้ในเวลาที่กำหนด ก็ถือเป็นการผิดสัญญาและอาจจะถูกดำเนินการฟ้องร้องได้

- หารายได้เสริม ทางออกนี้เป็นหนทางที่ถือว่าควรจะทำเพราะรายได้เสริมจะช่วยเพิ่มรายได้จากปรกติที่มีอยู่รายเดือนได้ เช่น ขายขนม หรือ ขายสินค้าออนไลน์ ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่คนส่วนใหญ่นิยมทำ

- สุดท้ายหากไม่สามารถจัดการหนี้ได้ทั้งหมด ต้องปล่อยให้ศาลเป็นผู้ไกล่เกลี่ย และประนอมหนี้ โดยศาลอาจจะสั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้บางส่วน หรือหักรายได้ประจำเดือนจากลูกหนี้ ขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณา

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาตลอด 3 ซีรีย์ เพื่อไขความกระจ่างให้กับผู้ที่กำลังสนใจจะสมัครสินเชื่อเงินสด หรือสินเชื่ออื่นๆ เพราะแต่ละสินเชื่อก็มีความแตกต่างกัน การใช้สินเชื่อก็แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผู้เขียนยํ้าอยู่เสมอๆ คือ การใช้สินเชื่อเท่าที่จำเป็นและต้องรู้ตัวอยู่เสมอว่าตนเองมีภาระเพิ่ม ต้องพร้อมที่จะแบกภาระที่เพิ่มขึ้นด้วย สินเชื่อนั้นมีประโยชน์ แต่ก็มีโทษหากนำไปใช้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้องนะครับ