สินเชื่อเงินสดคุณไม่รู้แต่อยากจะบอก 2

   กลับมาอีกครั้งสำหรับซีรีย์สินเชื่อเงินสด 2 โดยที่ในซีรีย์ที่ 1 เป็นการกล่าวเปิดนำถึงรูปแบบต่างๆของสินเชื่อที่มีความหลากหลายของประเภทต่างๆ ซึ่งผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อ ก็ต้องเข้าใจถึงรูปแบบและกฎเกณฑ์กติกามารยายก่อนที่จะทำการสมัครขอสินเชื่อ ในความเป็นจริงแล้วนั้น การขอสินเชื่อผู้ขอมักจะไม่ได้กำหนดระยะเวลาเอาไว้ พอถึงช่วงเวลาจำเป็นก็จะเร่งรีบที่จะทำการขอสินเชื่อ โดยที่ไม่ได้เตรียมตัว จึงทำให้การสมัครขอสินเชื่อไม่ได้รับการผ่านพิจารณา เพราะขาดการศึกษาหาข้อมูลและเตรียมพร้อมก่อนที่จะทำการขอสินเชื่อ ดังนั้นสำหรับในซีรีย์ที่ 2 นี้ จะเป็นการนำเสนอในเรื่องของการศึกษาข้อมูลก่อนการขอสินเชื่อ และ รวมถึงวิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้น และ ไม่สับสนไป

ก่อนที่จะทำการสมัครสินเชื่อเงินสดหรือสินเชื่ออะไรก็ตามสิ่งที่ต้องทำการสำรวจตรวจสอบก่อน คือ

- เปรียบเทียบสินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงิน เนื่องจากแต่ละสถาบันการเงินจะมีประเภทสินเชื่อที่เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของแต่ละสถาบันการเงิน ก็คือเงื่อนไขของสินเชื่อ วิธีการสมัคร คุณสมบัติของผู้ที่สามารถทำการสมัคร ดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน รวมถึงช่องทางการบริการ สิ่งเหล่านี้ คือประเด็นสำคัญที่ผู้ต้องการสมัครสินเชื่อจะต้องทำการเปรียบเทียบ ขอยกตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนและเห็นภาพ คือ การเปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทบัตรเครดิต โดยบัตรประเภทเดียวกันแต่จุดเด่นและจุดด้อยนั้นแตกต่าง เช่น สถาบันการเงิน A บัตรประเภทท่องเที่ยว สามารถสะสมคะแนนได้ 2 เท่า และอัตราดอกเบี้ย 20% ต่อปี แต่ในขณะที่สาถบันการเงิน B บัตรประเภทเดียวกัน สามารถสะสมคะแนนได้ 1 เท่า และอัตราดอกเบี้ย 18% เห็นแล้วหรือยังว่าความแตกต่างคืออะไร เช่นเดียวกันกับสินเชื่อเงินสดหรือสินเชื่ออื่นๆ ที่อยู่ในประเภทเดียวกันแต่มีความแตกต่างในเรื่องของประโยชน์ที่ได้รับ

- ตรวจสอบโฆษณาต่างๆที่มาพร้อมโปรพิเศษ จะสังเกตุได้ว่าแต่ละสถาบันการเงิน มีการโฆษณาเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าทำการสมัครสินเชื่อ เช่น สมัครวันนี้รับกระเป๋า สมัครวันนี้รับสดส่วน สมัครวันนี้รับดอกเบี้ย 0% แต่อย่างพึ่งตัดสินด่วน เพราะต้องอ่านเงื่อนไขต่างๆให้ชัดเจนก่อน ว่าสิทธิตามที่โฆษณานั้นจะได้ก็ต่อเมื่อทำเช่นไร หรือมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ต้องระวังให้ดี

- ห้ามมองข้ามค่าใช้จ่ายอื่นๆ หลายคนมักจะให้ความสนใจในส่วนของดอกเบี้ยเพียงเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องของค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอาการ และค่าใช้จ่ายๆอื่นที่เกี่ยวข้อกับการขอสินเชื่อ นอกเหนือดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายต่างๆแล้ว ก็จะต้องตรวจสอบในเรื่องของค่าปรับต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นหากมีการผิดนัดชำระ

ข้างต้นเป็นการเปิดเผยข้อมูลเทคนิคเล็กๆ สำหรับผู้ที่กำลังสนใจที่จะสมัครสินเชื่อใดๆก็ตาม ให้ไตร่ตรองและตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกและเปรียบเทียบความต่างของแต่ละสถาบันการเงินด้วย เพราะแน่นอนว่าสถาบันการเงินไม่มูลนิธิที่จะเอาเงินมาให้ฟรีโดยไม่มีเงื่อนไขแอบแฝง แต่สถาบันการเงินคือองค์กรที่ต้องสร้างกำไร และกำไรก็มาจากดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมต่างๆนั้นเอง ดังนั้นก่อนทำการสมัครสินเชื่อเงินสดหรือสินเชื่อใดๆ ก็ควรพิจารณาถึงความพร้อมของตนเองและสิทธิที่จะได้รับจากการสมัครสินเชื่อด้วย

ในส่วนต่อมาที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้นของการคำนวณดอกเบี้ย ว่ามีหลักเกณฑ์การคิดคำนวณอย่างไร เพราะหลายคนมักจะพลาดในเรื่องของการคำนวณดอกเบี้ย เพราะคิดว่ายังไงตนเองก็สามารถชำระได้ตรงตามเวลาและไม่ผิดนัดชำระ หรือ ดอกเบี้ยที่คำนวณจากการกู้ยืม ก็ไม่รู้ว่าสถาบันการเงินคำนวณจากอะไร ทสงสถาบันการเงินบอกให้ชำระเดือนเท่าไหร่ก็ตามนั้น ไม่หือไม่อือ นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะที่อาจจะนำคุณไปสู่การเป็นหนี้สินโดยไม่รู้ตัว เราจึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ผุ้อ่านกระจ่างชัดว่าดอกเบี้ยและวิธีการคำนวณนั้นมีวิธีคิดอย่างไรกันแน่

หลักการคิดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อเงินกู้ที่เป็นสินเชื่อเงินสดแบบก้อนใหญ่จะมีวิธีการคำนวณออกเป็น 2 วิธี คือ

- คำนวณจากอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดช่วงเวลาของสัญญาที่ทำการกู้ยืม ซึ่งดอกเบี้ยจะถูกคำนวณจากจำนวนเงินเริ่มต้น คือ จำนวนเงินทั้งหมดที่ให้กู้ยืม จากนั้นนำไปรวมกับเงินต้น จากนั้นก็ทำการเฉลี่ยเป็นค่าชำระรายเดือน ซึ่งจะมีสูตรวิธีการคำนวณแบบชัดๆดังนี้

จำนวนดอกเบี้ยตลอดอายุของสินเชื่อ = (เงินต้น x อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดสัญญา x ระยะเวลาชำระต่อปี)

= (เงินต้น x อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดสัญญา)

ระยะเวลาชำระต่อปี

- คำนวณรูปแบบลดต้นลดดอก เป็นคำนวณจากดอกเบี้ยที่จะต้องชำระในแต่ละเดือนจะถูกนำมาคำนวณจากยอดชำระที่ค้างอยู่ หมายถึง การคำนวณจากยอดที่ค้างชำระ จนกว่าจะทำการชำระหมด เมื่อผู้กู้ได้ทำการชำระเงินไปบางส่วนแล้ว ก็จะนำยอดคงเหลือมาคำนวณ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าวินเชื่อเงินสด เป็นต้น

จำนวนดอกเบี้ยในแต่ละงวด = (เงินต้นที่เหลือ x จำนวนวัน x อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก) 365

วิธีการคำนวณเงินต้นที่เหลือ = เงินต้นที่เหลือ + จำนวนดอกเบี้ยต่องวด - จำนวนที่จะต้องชำระต่องวด

วิธีการคำนวณเงินต้นที่เหลือ = เงินต้นที่เหลือ + จำนวนดอกเบี้ยต่องวด - จำนวนที่จะต้องชำระต่องวด

ดอกเบี้ยสำหรับงวดแรก = (เงินต้นคงเหลือ x จำนวนวัน x อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก) 365

= (100,000 x 30 x 18%) 365

= 1,470

เงินต้นจะเหลือ 91,479 บาท

จากนั้นนำเงินที่เหลือค้างชำระมาคำนวณแบบเดียวกัน = (91479 x 30 x 18) 365

= 1353

จะเห็นว่าการคำนวณแบบลดต้นลดดอก จะทำให้ยอดที่ต้องชำระในแต่ละเดือนนั้นลดลง นี้จึงเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่สถาบันการเงินมอบให้กับลูกค้า แต่ทั้งนี้การที่จะสามารถคำนวณแบบลดต้นลดดอกได้ ลูกค้าก็ต้องมีประวัติที่ดีด้วย ไม่มีการค้างชำระแต่อย่างใด

บทสรุปของซีรีย์สินเชื่อเงินสดที่คุณไม่รู้แต่อยากจะบอก 2 ก็มาถึงช่วงสุดท้ายของซีรีย์แล้ว ขอทำการสรุปจากที่กล่าวมาทั้งหมดของทั้งสองช่วง คือ ขั้นตอนก่อนที่จะทำการขอสินเชื่อเงินสดหรือสินเชื่อใดๆก็ตาม จะต้องทำการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่สถาบันการเงินจะนำมาคำนวณ เนื่องจากแต่ละประเภทของสินเชื่อก็จะมีความแตกต่างในด้านของดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม เมื่อหลังจากทำการตรวจสอบแล้วว่าสถาบันการเงินไหนตรงตามที่เราต้องการ ก็ไปถึงการตรวจสอบเงื่อนไขที่สถาบันการเงินได้โฆษณาไว้ด้วย เพราะบางครั้งสิ่งที่สถาบันการเงินโฆษณานั้น มักจะพูดไม่หมด หรือพูดแบบกั๊กๆ สิ่งที่ลูกค้าจะต้องทำ คือ การตรวจสอบโฆษณาว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง หรือจำเป็นต้องมีคุณสมบัติอย่างไรถึงจะเข้าเงื่อนไขที่สถาบันการเงินได้โฆษณาไว้

หลังจากมั่นใจและทราบรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องทำการคำนวณตรวจสอบในด้านของอัตราดอกเบี้ยที่ต้องชำระในแต่ละเดือน ในกรณีของสินเชื่อเงินสดประเภทก้อนดูว่าในแต่ละเดือนมีภาระเท่าไหร่ที่จะต้องทำการชำระในแต่ละเดือน เพื่อที่จะทราบได้ว่าเดือนนั้นๆลูกค้าจะต้องเตรียมเงินไว้เท่าไหร่จึงจะพอสำหรับค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ขอสินเชื่อกู้เพื่อธุรกิจ เพราะหากรายได้แต่ละเดือนไม่สามารถครอบคลุมค่าชำระรายเดือน ก็เสี่ยงอย่างมากที่จะส่งผลให้เกิดหนี้สินขึ้นได้ ดังนั้นก่อนที่จะทำการขอสินเชื่อ ควรตรวจสอบความพร้อมของตนเองก่อนว่าจะแบบภาระได้ไหวไหม หลายคนต่างตกตกเป็นหนี้สินจำนวนมากจากการที่ขาดความเข้าใจและไม่รู้กฎกติกาที่สถาบันการเงินได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพราะคิดว่าสถาบันการเงินจะอลุ่มอล่วยให้ แต่นั้นไม่จริง ในซีรีย์ต่อไปผู้เขียนจะมาแนะวิธีการใช้สินเชื่ออย่างไรให้ปลอดภัยห่างไกลหนี้